แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

บทเรียนจาก Google

Google’s 10 Design Principles
1. Focus on people-their lives, their work, their dreams.
2. Every millisecond counts.
3. Simplicity is powerful.
4. Engage beginners and attract experts.
5. Dare to innovate.
6. Design for the world.
7. Plan for today’s and tomorrow’s business.
8. Delight the eye without distracting the mind.
9. Be worthy of people’s trust.
10. Add a human touch.
ในบทความดังกล่าว บริษัทได้กล่าวถึงหลักการออกแบบของผลิตภัณฑ์และบริการ 10 ข้อซึ่งผู้ออกแบบทุกสินค้าของ Google ต้องสอบทานก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด 

สังเกตวิธีการเขียนรวมทั้งเรียนคำศัพท์ที่เป็น power word ที่ Google ใช้
Power Word (ใช้ในธุรกิจและการสมัครงานได้)
focus = รวมความสนใจไว้ที่จุดหนึ่ง
simplicity = ความเรียบง่ายและไม่สลับซับซ้อน
engage = (นอกจากแปลว่าหมั้นแล้วยังหมายถึง) นัดหมาย, ทำงานอยู่ และ จ้างให้ทำงาน
dare = กล้าทำ, กล้าเผชิญหน้า และ ท้าทาย
innovate =  นำสิ่งใหม่เข้ามา
delight = พอใจ หรือ ทำให้ดีใจ
distract = ทำให้เขว
worthy = มีค่าเพียงพอ
trust = ความเชื่อถือ
human touch = คุณสมบัติที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรงแต่เป็นความรู้สึกที่ดีที่ต้องวัดด้วยใจของมนุษย์ (ไม่ว่าจะเป็นความรักและความอบอุ่น)

ซื้อ Dictionary เล่มไหนดีที่สุด?

สำหรับ dictionary ที่ถือว่าขั้น “เทพ” นั้นมีอยู่ 3 เจ้าด้วยกันคือ   
* Merriam-Webster’s : บริษัทที่ทำ dictionary เป็นอาชีพมีหลากหลาย dictionary มาก   
* American Heritage : dictionary จากค่ายประเทศอเมริกา   
* Longman : dictionary จากค่ายประเทศอังกฤษ
หากถามว่า dictionary อันไหนดีไม่ดีนั้นก็จะตอบได้ยากแล้วแต่ความชื่นชอบของผู้ใช้แต่ละคน หากแต่ทุก dictionary ที่ได้กล่าวถึงนี้สามารถทำสิ่งที่คุณ Seena ต้องการได้ครับ ผมแนะนำให้ลองอ่าน comment จากผู้ใช้ใน Amazon.com ก่อนที่จะเลือกซื้อก็ได้ครับ  ระหว่างค้นข้อมูลเกี่ยวกับ dictionary นั้นผมไปสะดุดตากับ   
* Thesaurus : หนังสือคำเหมือนมีประโยชน์มากเมื่อต้องทำงานวิจัยเนื่องจากเราต้อง paraphrase คำพูดให้เป็นคำพูดของเราบ่อยๆครั้ง ซึ่งจะใช้ของ Merriam-Webster’s หรือ Roget’s ก็ได้ครับ   
* Electronic Dictionary : จะลองใช้ของ Wizcom หรือ Quicktionary สำหรับ Nyrius จะเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะที่จะให้เป็นของขวัญมากกว่าใช้จริงๆ จังๆ นะครับ


บทความจาก ดร.สิระ สุทธิคำ

Cold Calling and Study Tips!‏

Cold call คืออะไร?
คือ การที่อาจารย์เรียกผู้เรียนทำการเปิด case (สรุปเรื่องราวที่ได้อ่านในคืนก่อน) และในบางครั้งในแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับ case การเรียนในลักษณะกรณีศึกษานี้เดิมทีเป็นเอกลักษณ์ของ การเรียนที่โรงเรียนกฎหมาย ซึ่งต้องการให้ผู้เรียนสามารถรับรู้ข้อมูลจำนวนมากจากเหตุการณ์ในอดีตและ สามารถนำประสบการณ์จากผู้เขียนกรณีศึกษาและการได้ discuss ในห้องเรียนไปใช้ งานจริงเมื่อมาทำงานในสำนักงานกฎหมาย ในปัจจุบันการเรียนดังกล่าวได้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายใน B-School หรือโรงเรียนทางด้านบริหารธุรกิจเพราะจะสามารถให้ผู้เรียนสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์บริหารได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อ นักเรียนท่านแรกได้กล่าวสรุป case เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ก็อาจจะ cold call นักเรียนคนที่สองว่าคิดอย่างไร จากนั้นอาจารย์ก็มักจะถามทั้งห้องว่ามีใครที่ไม่เห็นด้วยและเปิดโอกาสให้แสดง เหตุผล ซึ่งในหลายวิชา, การมีส่วนร่วมในห้องเรียนและแสดงความเห็นจะมีผลต่อคะแนนในเทอมนั้นอาจจะมาก ถึง 60% ซึ่งมากกว่าการทำข้อสอบและเขียน paper รวมกันก็ได้ครับ และการเรียนลักษณะดังกล่าวอาจจะทำให้นักเรียนต่างชาติหลายคนมีปัญหาและได้รับคะแนนน้อยในวิชาดังกล่าวได้

ประโยชน์ของ cold call คืออะไร?

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับวิธีการเรียนหนังสือที่มีการใช้ cold call มาเป็นส่วนผสม เนื่องจากการเรียนการสอนในลักษณะดังกล่าวสามารถทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน การเรียนได้อย่างมาก
เพราะ การเรียนของ ผู้ใหญ่(ปริญญาโทหรือปริญญาเอก)นี้ บทเรียนก็มาจากความคิดของทั้งเพื่อนร่วมห้องและอาจารย์ นอกจากนั้นห้องเรียนที่มีการ cold call ก็จะเป็นการ “กึ่ง” บังคับให้ผู้เข้าเรียนเตรียม ตัวมาก่อน เข้าเรียน ไม่ใช่มาเป็นเพียงแค่ “ผู้นั่งฟัง” เท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าการเรียนโดยมี discussion นี้จะส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้เราฝึกฝนทักษะในการเสนอผลงาน, หัดทักษะในการเข้าของประชุม รวมทั้งฝึกทักษะการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น หากนำ cold call มาใช้ได้อย่างถูกต้องและผู้เรียนมีความตั้งใจ การเรียนการสอนที่มี cold call นี้จะสนุกมากครับ (ไม่มีคนหลับแน่นอนครับ)

เทคนิคของผู้เรียนที่จะประสบความสำเร็จกับการเรียนแบบ cold call

ผู้ที่จะได้คะแนนสูงจากการเรียนที่มีการ cold call ควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • ต้อง อ่าน หนังสือล่วงหน้าก่อนค่อนข้างเร็ว อ่านเพื่อจับประเด็นใหญ่โดยดูหัวข้อหรือเป้าประสงค์ของการเรียนในครั้งนั้น อย่างเพิ่งสนใจในรายละเอียด

  • ควรจะ form กลุ่มเพื่อ discuss case ดังกล่าวก่อนเข้า “สนามรบ”

  • คน ที่จะได้ คะแนนสูงไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่พูดมากที่สุด “พูดน้อย ต่อยหนัก” น่าจะสร้างความประทับได้ดีที่สุด พูดซัก 10-15% ของจำนวนครั้งเรียน

  • เตรียม 2-3 cases เป็นพิเศษที่จะเสนอเรื่องราวเป็นพิเศษ และอาสาที่จะ comment เมื่ออาจารย์ถามห้องเรียน

  • ใน วันที่เรา พร้อมให้นั่งที่ระดับสายตาของอาจารย์จะได้มีโอกาสได้รับการเลือกให้พูดมาก ขึ้น และถ้าอาจารย์ถนัดขวาให้นั่งด้านซ้ายมือของอาจารย์เพราะจะเป็นตำแหน่งที่มี โอกาสที่อาจารย์จะเห็นเราได้ชัดสูงเมื่ออาจารย์หันกลับจากการเขียนกระดาน และในวันที่ไม่พร้อมให้ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม

  • อย่าลืมทำบันทึกว่าเราได้พูดในวันไหนบ้างและให้คะแนนตัวเองทุกครั้งหลังการเรียนเพื่อจะทำให้เรารู้สึกกระตือลือร้นครับ

  • ฝึก อ่านไว (spead reading), ทักษะการเสนอผลงาน (presentation skill) และ ทักษะการพูดในที่สาธารณะ (public speaking) อาจจะเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนหนังสือที่มี case studies เป็นส่วนประกอบค่อนข้างมากครับ


ของแถมครับ – Warm call คืออะไร?

การ warm call อย่างที่ชื่อบอกนะครับว่ามันไม่ได้ cold (เยือกเย็น หรือใจจืดใจดำ) ในบางครั้งอาจารย์อาจจะรู้สึกว่ามีนักเรียนบางท่านไม่ค่อยได้พูดในห้องเรียน จงไม่สามารถที่จะให้คะแนนการมีส่วน ร่วมได้ อาจารย์อาจจะบอกชื่อผู้เรียนไปล่วงหน้าเลยว่าใครที่จะเป็นผู้เปิด case และ/หรือ ใครที่อาจารย์จะเรียกให้ discuss เป็นพิเศษ


บทความจากดร.สิระ สุทธิคำ